วันพุธที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

การคัดสายพันธุ์ไก่

การคัดสายพันธุ์ไซ่งอนเพื่อผสมกับพม่า
Posted by ตองอู , ผู้อ่าน : 1779 , 06:35:34 น.
หมวด : สัตว์เลี้ยง
พิมพ์หน้านี้

หลายท่านไม่ประสบความสำเร็จในการพัฒนาพม่าไซ่ง่อนปัญหานี้เกิดจาก สิ่งสำคัญคือ
1. ชั้นเชิงของสายพันธุ์ไซ่ง่อนที่เราเลือกมาไม่สอดคล้องกัน หลายท่านมีง่อนเชิงไทยเมื่อนำมาพัฒนา
จึงปรากฎว่ามันมีลีลาที่ไม่สวยงาม ดังนั้นข้อกำหนดในการเลือกง่อนมาผสมก็คือท่านต้องใช้ง่อนเชิงถอดเป็นหลัก
จะเป็นง่อนที่พัฒนากับพม่าได้ง่ายที่สุด รองลงมาคือเชิงเบียดหน้ากระเพาะ และง่อนหัวสูงตามลำดับ
ดังนั้นการคัดเลือกง่อนท่านก็ต้องมีความพิถีพิถันด้วย
2.แผลตีไม่นิ่ง ลดความแม่นยำลงไปมาก อันนี้ก็เช่นกันไซ่ง่อนที่ดีที่ผสมกับพม่าได้ผลจะต้องเป็นง่อน
ที่ตีแผลหูตา เป็นอันดับหนึ่ง รองลงมาคือง่อนตีหน้าคอและสามเหลี่ยม ครับ ดังนั้นไซ่ง่อนที่ผสมและพัฒนากับพม่า
ท่านก็ต้องเลือกให้เหมาะสมด้วย
3. โครงสร้างไซ่ง่อนที่ผสมพม่าควรเลือกโครงสร้างที่ดี โดยเฉพาะลำตัว ให้ออกยาว
อย่าเป็นประเภทอกยายจับสั้น อันนี้ก็สำคัญเพราะเมื่อผสมกับพม่าแล้ว สิ่งที่ได้คือ
ไก่มีโครงสร้างไม่เหมาะสมที่จะเลี้ยงชน ท่านเพาะไปมันก็ไม่เกิดความสำเร็จ
ต้องทำหลายชั้นเสียเวลา
4. จิตใจเหล่ากอไซ่ง่อนก็ต้องเลือกนะครับ ไซ่ง่อนไม่ได้เหนียวทุกตัวทุกเหล่าหรอก
ไซ่ง่อนก็มีลักษณะด้อยมากมายเช่น ไม่สู้ไก่ อกยาน ปีกโหว่ ปีกสั้น บางเหล่าบอดง่าย เป็นต้นต้องเลือกเหล่ากันหน่อยครับ
5. เกล็ดแข้งเกล็ดขาควรจะประกอบนะครับ เกล็ดสองแถวปัดตลอดมักจะดีครับ มีเกล็ดพิฆาตด้วยจะดีครับ
เวลาผสมมาโอกาสได้ไก่เกล็ดพิฆาตก็มีโอกาสสูง มันเป็นเหมือนเครื่องหมายคุณภาพนะครับ เหล่าไหนตีเก่งเกล็ดสวยควรเลือกไว้ก่อน ส่วนพวกตีเก่งเกล็ดไม่สวยก็เป็นรองครับ ถ้าจำเป็นจริงค่อยผสม
ถ้าท่านคัดเลือกเช่นนี้โอกาสผิดพลาดก็น้อยครับ

การขายไก่ชน

ไก่ใต้2

โดย : lert [ 2009-12-18 17:56:03 ] เบอร์ติดต่อ : 0898808996 แจ้งลบคำตอบ

ความคิดเห็นที่ : 16

ตัวสุดท้ายขายเท่าไหร่ครับ

โดย : Robin [ 2009-12-18 19:44:47 ] เบอร์ติดต่อ : 083-1569024 แจ้งลบคำตอบ

ความคิดเห็นที่ : 17

ไก่ใต้2

โดย : lert [ 2009-12-18 17:56:03 ] เบอร์ติดต่อ : 0898808996 แจ้งลบคำตอบ

ความคิดเห็นที่ : 16

ตัวสุดท้ายขายเท่าไหร่ครับ

โดย : Robin [ 2009-12-18 19:44:47 ] เบอร์ติดต่อ : 083-1569024 แจ้งลบคำตอบ

ความคิดเห็นที่ : 17

พม่าบราซิล05 เท่าไร่ครับ
มีพม่าบราซิล 3 เดือนไหมครับ ราคาเท่าไร่ครับ

โดย : ซี หงสาคู่สกุล [ 2009-12-20 18:00:50 ] เบอร์ติดต่อ : 0872555090 แจ้งลบคำตอบ

ความคิดเห็นที่ : 18

ไก่สวยจังเลยครับ
ไก่ใต้ก็สวย

โดย : nonmol [ 2009-12-21 00:41:04 ] แจ้งลบคำตอบ

ความคิดเห็นที่ : 19

ตัวละ1000บาทไม่รวมค่าจัดส่งครับ400บาทครับ
ถ้าอยู่ กทม. หรือราชบุรีไม่คิดค่าส่งครับ

โดย : lert [ 2009-12-24 16:50:37 ] เบอร์ติดต่อ : 0898808996 แจ้งลบคำตอบ

ความคิดเห็นที่ : 20

ไก่ใต้ตัวล่ะ1200บาทไม่รวมค่าจัดส่งครับ400บาทครับ
ถ้าอยู่ กทม. หรือราชบุรีไม่คิดค่าส่งครับ

โดย : lert [ 2009-12-24 16:52:58 ] แจ้งลบคำตอบ

ความคิดเห็นที่ : 21


พม่าบราซิล

โดย : lert [ 2009-12-24 20:51:36 ] เบอร์ติดต่อ : 0898808996 แจ้งลบคำตอบ

ความคิดเห็นที่ : 22


พม่าบราซิล

โดย : lert [ 2009-12-24 20:56:21 ] เบอร์ติดต่อ : 0898808996 แจ้งลบคำตอบ

ความคิดเห็นที่ : 23

ผมขอดูแข้ง คห.ที่ 13 กะ 14 น่ะครับ รบกวนอีกที

โดย : maillo [ 2009-12-28 00:19:25 ] แจ้งลบคำตอบ

ความคิดเห็นที่ : 24


บราซิล+พม่า+ง่อน

โดย : lert [ 2009-12-29 17:50:38 ] เบอร์ติดต่อ : 0898808996 แจ้งลบคำตอบ

ความคิดเห็นที่ : 25


พม่า+บราซิล+ง่อน

โดย : lert [ 2009-12-29 17:53:46 ] เบอร์ติดต่อ : 0898808996 แจ้งลบคำตอบ

ความคิดเห็นที่ : 26


พม่า+บราซิล

โดย : lert [ 2009-12-29 17:58:33 ] เบอร์ติดต่อ : 0898808996 แจ้งลบคำตอบ

ความคิดเห็นที่ : 27


พม่า+บราซิล1

โดย : lert [ 2009-12-29 17:59:40 ] เบอร์ติดต่อ : 0898808996 แจ้งลบคำตอบ

ความคิดเห็นที่ : 28


พม่า+บราซิล2

โดย : lert [ 2009-12-29 18:00:39 ] เบอร์ติดต่อ : 0898808996 แจ้งลบคำตอบ

ความคิดเห็นที่ : 29


พม่า+บราซิล000

โดย : lert [ 2009-12-29 18:02:07 ] เบอร์ติดต่อ : 0898808996 แจ้งลบคำตอบ

ความคิดเห็นที่ : 30


พม่าสีไทย

โดย : lert [ 2009-12-29 18:04:16 ] เบอร์ติดต่อ : 0898808996 แจ้งลบคำตอบ

ความคิดเห็นที่ : 31


พม่าสีไทย1

โดย : lert [ 2009-12-29 18:10:48 ] เบอร์ติดต่อ : 0898808996 แจ้งลบคำตอบ

ความคิดเห็นที่ : 32


ป๋าก๋อย100

โดย : lert [ 2009-12-29 18:12:02 ] เบอร์ติดต่อ : 0898808996 แจ้งลบคำตอบ

ความคิดเห็นที่ : 33


ป๋าก๋อย100-1

โดย : lert [ 2009-12-29 18:12:43 ] เบอร์ติดต่อ : 0898808996 แจ้งลบคำตอบ

ความคิดเห็นที่ : 34


ป๋าก๋อย100-2

โดย : lert [ 2009-12-29 18:13:30 ] เบอร์ติดต่อ : 0898808996 แจ้งลบคำตอบ

ความคิดเห็นที่ : 35


พม่าเหล่าสายน้ำ50-บราซิล50
พ่อพันธุ์หลัก
ออกลีลาไหลออกข้างซ้ายขวาไม่ให้หัวสตายล่อรำวง
ตีแผลหน้าอย่างเดียวหนักแม่นถี่คมมาก

โดย : lert [ 2009-12-29 19:45:27 ] เบอร์ติดต่อ : 0898808996 แจ้งลบคำตอบ

ความคิดเห็นที่ : 36

ผมคนที่โทรหาครับ ที่บอกสนใน คห 28 ครับ สวยมาก แล้ววันไหนผมลางานได้จะเข้าไปดูที่ ราชบุรีครับ ชอบสีขาวๆครับ หรือมีรูปแข้งหน้าหลังให้ดูไว้พิจารณาไหมครับ ขอบคุณครับ

โดย : treerat [ 2009-12-29 21:23:57 ] แจ้งลบคำตอบ

ความคิดเห็นที่ : 37

ไก่ใต้มีตัวเมียบ้างไหมครับ


พม่าบราซิล05 เท่าไร่ครับ
มีพม่าบราซิล 3 เดือนไหมครับ ราคาเท่าไร่ครับ

โดย : ซี หงสาคู่สกุล [ 2009-12-20 18:00:50 ] เบอร์ติดต่อ : 0872555090 แจ้งลบคำตอบ

ความคิดเห็นที่ : 18

ไก่สวยจังเลยครับ
ไก่ใต้ก็สวย

โดย : nonmol [ 2009-12-21 00:41:04 ] แจ้งลบคำตอบ

ความคิดเห็นที่ : 19

ตัวละ1000บาทไม่รวมค่าจัดส่งครับ400บาทครับ
ถ้าอยู่ กทม. หรือราชบุรีไม่คิดค่าส่งครับ

โดย : lert [ 2009-12-24 16:50:37 ] เบอร์ติดต่อ : 0898808996 แจ้งลบคำตอบ

ความคิดเห็นที่ : 20

ไก่ใต้ตัวล่ะ1200บาทไม่รวมค่าจัดส่งครับ400บาทครับ
ถ้าอยู่ กทม. หรือราชบุรีไม่คิดค่าส่งครับ

โดย : lert [ 2009-12-24 16:52:58 ] แจ้งลบคำตอบ

ความคิดเห็นที่ : 21


พม่าบราซิล

โดย : lert [ 2009-12-24 20:51:36 ] เบอร์ติดต่อ : 0898808996 แจ้งลบคำตอบ

ความคิดเห็นที่ : 22


พม่าบราซิล

โดย : lert [ 2009-12-24 20:56:21 ] เบอร์ติดต่อ : 0898808996 แจ้งลบคำตอบ

ความคิดเห็นที่ : 23

ผมขอดูแข้ง คห.ที่ 13 กะ 14 น่ะครับ รบกวนอีกที

โดย : maillo [ 2009-12-28 00:19:25 ] แจ้งลบคำตอบ

ความคิดเห็นที่ : 24


บราซิล+พม่า+ง่อน

โดย : lert [ 2009-12-29 17:50:38 ] เบอร์ติดต่อ : 0898808996 แจ้งลบคำตอบ

ความคิดเห็นที่ : 25


พม่า+บราซิล+ง่อน

โดย : lert [ 2009-12-29 17:53:46 ] เบอร์ติดต่อ : 0898808996 แจ้งลบคำตอบ

ความคิดเห็นที่ : 26


พม่า+บราซิล

โดย : lert [ 2009-12-29 17:58:33 ] เบอร์ติดต่อ : 0898808996 แจ้งลบคำตอบ

ความคิดเห็นที่ : 27


พม่า+บราซิล1

โดย : lert [ 2009-12-29 17:59:40 ] เบอร์ติดต่อ : 0898808996 แจ้งลบคำตอบ

ความคิดเห็นที่ : 28


พม่า+บราซิล2

โดย : lert [ 2009-12-29 18:00:39 ] เบอร์ติดต่อ : 0898808996 แจ้งลบคำตอบ

ความคิดเห็นที่ : 29


พม่า+บราซิล000

โดย : lert [ 2009-12-29 18:02:07 ] เบอร์ติดต่อ : 0898808996 แจ้งลบคำตอบ

ความคิดเห็นที่ : 30


พม่าสีไทย

โดย : lert [ 2009-12-29 18:04:16 ] เบอร์ติดต่อ : 0898808996 แจ้งลบคำตอบ

ความคิดเห็นที่ : 31


พม่าสีไทย1

โดย : lert [ 2009-12-29 18:10:48 ] เบอร์ติดต่อ : 0898808996 แจ้งลบคำตอบ

ความคิดเห็นที่ : 32


ป๋าก๋อย100

โดย : lert [ 2009-12-29 18:12:02 ] เบอร์ติดต่อ : 0898808996 แจ้งลบคำตอบ

ความคิดเห็นที่ : 33


ป๋าก๋อย100-1

โดย : lert [ 2009-12-29 18:12:43 ] เบอร์ติดต่อ : 0898808996 แจ้งลบคำตอบ

ความคิดเห็นที่ : 34


ป๋าก๋อย100-2

โดย : lert [ 2009-12-29 18:13:30 ] เบอร์ติดต่อ : 0898808996 แจ้งลบคำตอบ

ความคิดเห็นที่ : 35


พม่าเหล่าสายน้ำ50-บราซิล50
พ่อพันธุ์หลัก
ออกลีลาไหลออกข้างซ้ายขวาไม่ให้หัวสตายล่อรำวง
ตีแผลหน้าอย่างเดียวหนักแม่นถี่คมมาก

โดย : lert [ 2009-12-29 19:45:27 ] เบอร์ติดต่อ : 0898808996 แจ้งลบคำตอบ

ความคิดเห็นที่ : 36

ผมคนที่โทรหาครับ ที่บอกสนใน คห 28 ครับ สวยมาก แล้ววันไหนผมลางานได้จะเข้าไปดูที่ ราชบุรีครับ ชอบสีขาวๆครับ หรือมีรูปแข้งหน้าหลังให้ดูไว้พิจารณาไหมครับ ขอบคุณครับ

โดย : treerat [ 2009-12-29 21:23:57 ] แจ้งลบคำตอบ

ความคิดเห็นที่ : 37

ไก่ใต้มีตัวเมียบ้างไหมครับ

การเลียงไก่ชนแบบพื้นบ้าน

เรื่องที่ 1 วัตถุดิบอาหารที่ใช้เลี้ยงและสูตรอาหารไก่พื้นเมือง

อาหารที่ใช้เลี้ยงไก่พื้นเมืองมีอยู่หลายชนิด แต่ที่นิยมใช้กันอย่างแพร่หลาย คือ ข้าวเปลือก ปลายข้าว และรำ ซึ่งเป็นอาหารที่มีอยู่ในท้องถาน นอกจากนี้ผู้ที่เลี้ยงไก่พื้นเมืองอาจใช้ข้าวโพด ใบกระถินบดให้ละเอียด กากถั่วเหลือง และปลาป่น ฯลฯ
โดยหลักการแล้ว ไก่พื้นเมืองต้องการอา หารที่ดีมีคุณภาพที่มีพร้องทั้งไขมัน คาร์โบไฮเดรต โปรตีน แร่ธาตุ และวิตามิน ซึ่งมีพร้อมในอาหารสำเร็จรูป แต่การเลี้ยงไก่พื้นเมืองในชนบท จะเป็นการเลี้ยงเพื่อรับประทานในครัวเรือน โดยปล่อยให้ไก่พื้นเมืองหาอาหารกินเองตามธรรมชาติ จะมีการให้อาหารเสริมบ้าง เช่น ปลายข้าวหรือข้าวเปลือกโปรยให้กินก่อนไก่พื้นเมืองเข้าโรงเรือน แต่สำหรับผู้เลี้ยงไก่พื้นเมืองที่ต้องการให้ไก่พื้นเมืองเจริญเติบโตเร็ว ขายได้ราคาดี ควรให้อาหารที่มีคุณค่าครบถ้วนตามที่ไก่พื้นเมืองต้องการ อาจใช้หัวอาหารผสมกับปลายข้าวและรำ ในอัตราส่วน 1 : 2 : 2 (หัวอาหาร 1 ส่วน ปลายข้าว 2 ส่วน รำ 2 ส่วน) หรืออาจใช้สูตรอาหารต่อไปนี้

สูตรอาหารที่ใช้เลี้ยงลูกไก่พื้นเมือง
แรกเกิด จนถึงอายุ 2 เดือน สูตรอาหารที่ใช้เลี้ยงไก่พื้นเมืองอายุ 2 เดือนขึ้นไป
1. หัวอาหารอัดเม็ดสำหรับไก่ระยะแรก 8 กิโลกรัม
2. รำรวม 8 กิโลกรัม
3. ปลายข้าว 10 กิโลกรัม 1. รำรวม 38 กิโลกรัม
2. ปลายข้าว 60 กิโลกรัม
3. เปลือกหอยป่น 2 กิโลกรัม

เรื่องที่ 2 การฟักไข่ไก่พื้นเมือง

ปกติแล้วแม่ไก่พื้นเมืองจะเริ่มให้ไข่ เมืออายุประมาณ 6-8 เดือน จะไข่เป็นชุด โดยเฉลี่ยแล้วประมาณ ปีละ 4 ชุด ชุดละ 8-12 ฟอง แม่ไก่พื้นเมืองเมื่อไข่หมดชุดแล้วจะเริ่มฟักไข่
ก่อนที่แม่ไก่พื้นเมืองจะฟักไข่ ควรฆ่าไรและเหาเสียก่อน โดยจับแม่ไก่พื้นเมืองจุ่มน้ำยาฆ่าไรและเหา เพื่อป้องกันไม่ให้รบกวนในยามฟักไข่การฟักไข่นั้นแม่ไก่พื้นเมืองจะกกไข่ตลอดคือ และออกหาอาหารกินในตอนเช้า ตอนกลางวันแม่ไก่พื้นเมืองจะขึ้นกกไข่วันละ 2 ชั่วโมง แล้วออกจากรังไปหากินอาหารสลับกันอยู่อย่างนี้ เมื่อแม่ไก่พื้นเมืองกกไข่ได้ประมาณ 5-7 วัน ควรเอาไข่มาส่องดูเชื้อ โดยใช้กระดาษแข็งม้วนเป็นรูปกระบอก เอาไข่ไก่พื้นเมืองมาชิดที่ปลายท่อด้านหนึ่ง แล้วยกขึ้นส่องดูกับแสงแดดหรือส่องกับหลอดไฟนีออนก็ได้ ไข่ที่มีเชื้อจะเห็นเป็นจุดสีดำอยู่ข้างในและมีเส้นเลือดสีแดงกระจายออกไป ส่วนไข่ที่ไม่มีเชื้อจะใสมองไม่เห็นเส้นเลือด ต้องคัดออกและนำไปเป็นอาหารได้ (โดยการต้ม) การคัดไข่ที่ไม่มีเชื้อออกจะเป็นการช่วยให้แม่ไก่พื้นเมืองฟักไข่ที่มีเชื้อได้ดีขึ้นและได้ลูกไก่พื้นเมืองมากขึ้น การส่องไข่เมื่อแม่ไก่พื้นเมืองฟักไข่ได้ 5-7 วันแล้ว ถ้าเป็นไปได้ควรส่องเมื่อฟักไข่ได้ 14 และ 18 วันอีกครั้ง เพื่อคัดไข่เชื้อตายหลังจากฟักการส่องครั้งแรกออกมา
ในการฟักไข่นั้น แม่ไก่พื้นเมืองจะใช้เวลาฟักไข่จนออกเป็นตัวประมาณ 21 วัน เมื่อลูกไก่พื้นเมืองฟักออกหมดแล้ว ควรเอาวัสดุที่รองรังไข่รวมทั้งเปลือกไข่เผาทิ้งเสีย และทำความสะอาดรังไข่ไว้สำหรับให้แม่ไก่พื้นเมืองไข่อีกต่อไป

เรื่องที่ 3 การเลี้ยงและการดูแลลูกไก่พื้นเมือง

เมื่อลูกไก่พื้นเมืองออกจากไข่หมดแล้ว ควรให้แม่ไก่พื้นเมืองเลี้ยงลูกเอง โดยย้ายแม่ไก่พื้นเมืองและลูกไก่พื้นเมืองลงมาขังในสุ่มหรือในกรงในระยะนี้ควรมีถาดอาหารสำหรับใส่รำ ปลายข้าว หรือเศษข้าวสุกให้ลูกไก่พื้นเมืองกินและมีถ้วยหรืออ่างน้ำตื้น ๆ ใส่น้ำสะอาดให้กินตลอดเวลา
เมื่อลูกไก่พื้นเมืองอายุประมาณ 2 สัปดาห์ ลูกไก่พื้นเมืองแข็งแรงดีแล้ว จึงเปิดสุ่มหรือกรงให้ลูกไก่พื้นเมืองไปหากินกับแม่ไก่พื้นเมืองได้โดยธรรมชาติแม่ไก่พื้นเมืองจะเลี้ยงลูกประมาณ 2 สัปดาห์ หลังจากนั้นให้แยกลูกไก่พื้นเมืองออกจากแม่ไก่พื้นเมือง โดยนำไปเลี้ยงในกรงหรือแยกเลี้ยงต่างหาก เพื่อให้แม่ไก่พื้นเมืองฟักตัวเตรียมไข่ในรุ่งต่อไป
ลูกไก่พื้นเมืองอายุ 2 สัปดาห์ที่แยกออกจากแม่ไก่พื้นเมืองใหม่ ๆ ยังหาอาหารไม่เก่งและยังป้องกันตัวเองไม่ได้ ดังนั้นจึงต้องเลี้ยงต่างหากในกรงเพื่อให้แข็งแรงปราดเปรียว และเมื่อมีอายุได้ 1 ? -2 เดือนจึงปล่อยเลี้ยงตามธรรมชาติในระยะนี้ลูกไก่พื้นเมืองจะมีการตายมากที่สุดผู้ที่เลี้ยงควรเอาใจใส่ดูแลอย่างใกล้ชิดในเรื่องน้ำ อาหาร และการป้องกันโรค

เรื่องที่ 4 การเลี้ยงไก่พื้นเมืองไว้กินไข่

การเลี้ยงไก่พื้นเมืองไว้กินไข่ มีการจัดการง่าย ๆ แต่ผู้ที่เลี้ยงไก่พื้นเมืองต้องเอาใจใส่พอสมควร เริ่มจากแม่ไก่พื้นเมืองเริ่มไข่ ให้ผู้ที่เลี้ยงไก่พื้นเมืองต้องเอาใจใส่พอสมควร เริ่มจากแม่ไก่พื้นเมืองเริ่มไข่ ให้ผู้ที่เลี้ยงไก่พื้นเมืองสังเกตว่าถ้าแม่ไก่พื้นเมืองไข่ดก แม่ไก่พื้นเมืองจะชอบไข่ในตอนเช้า พอรุ่งเช้าขึ้นก็จะไข่อีก 1 ฟอง ให้ผู้ที่เลี้ยงไก่พื้นเมืองเก็บไข่ฟองเก่าออก และให้เก็บทุก ๆ วันที่แม่ไก่พื้นเมืองไข่ โดยให้เหลืออยู่ในรังเพียงฟองเดียว แม่ไก่พื้นเมืองก็จะไข่ไปเรื่อย ๆ
ถ้าผู้ที่เลี้ยงไก่พื้นเมืองสังเกตเห็นว่า แม่ไก่พื้นเมืองจะเริ่มฟักไข่กล่าวคือจะกิจอาหารน้อยลงเพื่อบังคับตัวเองไม่ให้ไข่ต่อไป จะต้องรีบแยกแม่ไก่พื้นเมืองมาขังไว้ต่างหาก ซึ่งผู้ที่เลี้ยงไก่ควรมีที่ไว้สำหรับขังแม่ไก่พื้นเมืองไม่ให้ฟักไข่ได้ หลังจากนั้น หาอาหารที่มีโปรตีน เช่น รำ ปลายข้าว และปลายป่น หรือถ้าหาอาหารไก่ไข่ให้กินได้จะดีมาก แล้วเอาไก่พื้นเมืองตัวผู้เข้าไปขังรวมไว้ด้วยประมาณ 4-5 วัน แม่ไก่พื้นเมืองจะเริ่มให้ไข่อีก ซึ่งผู้เลี้ยงไก่พื้นเมืองแบบนี้จะได้ไข่ไก่พื้นเมืองตลอดเวลาและเป็นวิธีการเลี้ยงเพื่อกินไข่โดยเฉพาะ แต่ถ้าเลี้ยงไก่พื้นเมืองโดยที่ผู้เลี้ยงลืมปล่อยให้แม่ไก่พื้นเมืองเริ่มฟักไข่ไปได้ประมาณ 2-3 วัน แล้วจึงแยกแม่ไก่พื้นเมืองออก จะต้องเสียเวลาประมาณ 1-2 อาทิตย์ แม่ไก่พื้นเมืองจึงจะเริ่มไข่ใหม่

การเลียงไก่ตามฤดู

กำลังเข้าสู่ฤดูการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญประจำปีอีกแล้วครับ...การเปลี่ยนแปลงเป็นอนิจจัง คือความไม่เที่ยงประกอบอยู่ด้วยเสมอ..นี่เป็นคำสอนพุทธองค์..ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงไปตามกรรม หรือการกระทำ เอาการกระทำมากำหนดอนาคตของเรา...คนเลี้ยงไก่ก็เช่นเดียวกันครับ เราต้องกำหนดอนาคต ..อนาคตที่ดีของเราคือการเลี้ยงไก่ที่ไม่พานพบอุปสรรคใด ๆ อุปสรรคสำคัญคือโรคระบาดที่มาพร้อม ๆ กับการเปลี่ยนแปลงของฤดูกาล..ตอนนี้ได้เวลาเตรียมตัวเพื่อต่อสู้กับปัญหาเหล่านั้นอีกครั้งหนึ่งแล้วครับ..

ปัญหาที่มาพร้อมกับฤดูกาลที่กำลังเปลี่ยนไปจากสถิติที่ผ่านมาคือ
1. โรคหวัดนกระบาดในอีก 1-2 เดือนข้างหน้านี้ท่านเตรียมพร้อมหรือยัง
2. โรคอันเกิดจากการเปลี่ยนฤดูกาล เช่น อหิวา ขี้เขียวขี้ขาว นิวคาสเชิล หวัดหน้าบวมฯลฯ จะดาหน้ากันมาในช่วงนี้แหละครับ

วิธีการในการเตรียมตัวป้องกันคือ
1.การเร่งทำความสะอาดบริเวณเลี้ยง เก็บกวาดเผาทำลาย ถมพื้นที่ที่น้ำขังแหล่งเชื้อโรคทั้งหลาย
2. ปราบพื้นที่เพื่อกำจัดมุมอับมุมบดบังแสงแดดทั้งหลาย
3. พ่นยาฆ่าเชื้อโรค
4. หว่านปูนขาวพื้นที่ทั่วไปเพื่อกำจัดโรค
5. เก็บไก่ที่ไม่สมบูรณ์อออกจากซุ้ม ทำลายด้วยวิธีการทีเหมาสม
6. ลดจำนวนไก่เล็กลง ควบคุมพื้นที่การปล่อยเลี้ยงให้เหมาะสม
7. ให้วัคซีนที่จำเป็นต่าง ๆ
8. ทำความสะอาดคอกเลี้ยงโรงเรียน โดยการเก็บกวาด พ่น เผา
9. แยกไก่เป็นระบบระหว่างไก่เล็กไก่ใหญ่
ฯลฯ

หากเราทำเช่นนี้สม่ำเสมอก็น่าจะประกันได้ว่ามีโอกาสปลอดจากโรคที่จะมาจากการเปลี่ยนฤดูกาลตามสมควรครับ

ไก่ชนของไทย

ไก่พื้นเมืองไทยที่มีเลี้ยงกันอยู่ทั่วไป ในชนบททุกหมู่บ้านทุก
ครัวเรื่อนทั่วทุกภาคของประเทศไทย ชื่อในทางวิทยาศาสตร์ได้
จัด หมวดหมู่ไก่พื้นเมืองไทย(Domestie Fowl)ไว้ดังนี้
Order Galliformes,Famil Phasianidae,Class Aves
ข้อดีของไก่พื้นเมืองไทย คือเป็นไก่ที่มีสายพันธุ์ดีแข็งแรงอดทน
มีภูมิต้านทานต่อโรค สามารถฟักไข่เองเลี้ยงลูกได้เองหาอาหาร
เลี้ยงตัวเองได้เก่งคนไทยจึงนิยมเลี้ยงไว้เพื่่่่่อเป็นอาหารในครัว
เรือน และบางตัวมีรูปร่างสีขนสวยงามก็เลี้ยงไว้ดูเล่นเพื่อความ
เพลิดเพลินหากตัวไหนมีลักษณะเชิงชนเก่ง ก็จะเลี้ยงไว้ในเกม
กีฬาชนไก่ชนไทยจึงยืนหยัดอยู่คู่คนไทยมาช้านาน ไก่พื้นเมือง
ในแถบประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เป็นต้นตระกูลไก่ทีนำ
ไปเลี้ยงทั่วโลกดังนั้นวัฒนธรรมการเลี้ยงไก่พื้นบ้านของคนแถบ
ประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จึงมีมาช้านานรวมถึงวัฒนธรรม
การชนไก่ ก็มีมาพร้อมๆกันโดยได้พบหลักฐานภาพแกะสลักบน
หินรอบปราสาทนครวัดของขอมเมื่อ 1,000ปีมาแล้วและยังได้
พบภาพเช่นเดียวกันนี้ที่ปราสาทนครทมซึ่งมีอายุประมาณ800ปี
ซึ่งเป็นหลักฐานว่าได้มีการเล่นชนไก่มามากกว่าพันปีแล้ว ส่วน
ประวัติศาสตร์ชาติไทยได้บันทึกไว้ว่าพระนเรศวรมหาราชได้ทรง
ชนไก่ชนะพระมหาอุปราชาแห่งประเทศพม่าเมื่อสี่ร้อยปีมาแล้ว
โดยมีภาพเขียนรูปพระนเรศวรชนไก่กับพระมหาอุปราชาที่วัด
สุวรรณดารามจังหวัดพระนครศรีอยุธยาบันทึกใต้ภาพว่าปีพ.ศ.2121
เมื่อเร็วๆนี้ที่วัดท่ามะปรางจังหวัดพิษณุโลกได้ขุดพบพระรูปพระ
นเรศวรอุ้มไก่เป็นดินเผาขนาดหน้าตัก7นิ้วสูง9 นิ้วพบที่ฐาน
เจดีีย์ทรงลพบุรีซึ่งกรมศิลปกรได้สันนิษฐานว่าอายุราวกรุงศรีอยุ
ธยาตอนปลายคือประมาณ200 ปีซึ่งเป็นการยืนยันประวัติการ
ชนไก่ของพระนเรศวรมหาราชประเพณีและวัฒนธรรมการชนไก่
ของคนไทยได้สือทอดกันมานานดังคำคล้องจองที่กล่าวกันในหมู่
คนไทยในชนบทว่า"เสร็จจากการทำนากัดปลาชนไก่ชกมวย
และ การแข่งเรือยาวมรดกภูมิปัญญาชาวบ้านที่ได้รักษาการเลี้ยง
ไก่ชนการคัดเลือกไก่เก่งการผสมพันธุ์ไก่จึงได้ตกทอดมาสู่ยุค
ปัจจุบันดังที่กรมปศุสัตว์ได้ให้ความสำคัญรวบรวมสายพันธุ์ไก่ชน
ไทยขึ้นมาได้12สายพันธุ์ในหนังสือลักษณะและมาตรฐานไก่พื้น
เมืองไทยปีพ.ศ.2546 คือ1.อุดมทัศนีย์ไก่เหลืองหางขาว
2.อุดมทัศนีย์ไก่พระนเรศวร 3.อุดมทัศนีย์ไก่ประดู่หางดำ
4.อุดมทัศนีไก่ประดู่เลาหางขาว5.อุดมทัศนีย์ไก่เขียวเลาหางขาว
6.อุดมทัศนีย์ไก่เขียวเลาหางขาว
7.อุดมทัศนีย์ไก่เทาหางขาว8.อุดมทัศนีย์ไก่ทองแดงหางดำ
9.อุดมทัศนีย์ไก่นกแดง10.อุดมทัศนีย์ไก่นกกรด11.อุดดมทัศนีย์
ไก่ลายหางขาว 12.อุดดมทัศนีย์ไก่ชี สถาณการณ์ไก่ชนไทย
ในปัจจุับันนับว่าน่าเป็นห่วงอย่างมาก เพราะว่ามีการกลายพันธุ์
เป็นอันมากเป็นไก่ผสมข้ามพันธุ์บางสายพันธุ์น่าจะสูญพันธุ์
ไปแล้ว เพราะว่าไม่พบเห็นในวงการไก่ชนหรือไก่ประกวดสวยงาม
ไก่ชนเหลืองหางขาว และไก่ชนนเรศวรนับว่าได้รับการอนุรักษ์
จากภาคเอกชนมากส่วนไก่ประดู่หางดำประดู่แสมดำและประดแข้ง
เขียวตาลายจึงนับว่าไก่ชนไทยมี12สายพันธุ์แต่ยังมอีกหลายสาย
พันธุ์ที่แบ่งย่อยออกไปในแต่ละสายพันธุ์นอกจากนี้ทางราชการ
ยังไม่มีพระราชบัญญัติอนุรักษ์พันธุ์สัตว์ไทยมาคุ้มครองปล่อยให้
การนำสายพันธุ์ไก่ชนจากต่างประเทศเข้าผสมข้ามสายพันธกับไก่
ชนไทยยิ่งเพิ่มศักยภาพการกลายพันธุ์ของไก่ชนไทยสูงยิ่งขึ้น
ไก่ชนที่นำเข้ามามี ไก่ชนเวียดนาม ไก่ชนบราซิล และไก่ชนพม่า
นอกจากนี้เมื่อมีการระบาดไข้หวัดนก ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2546จนถึง
ปัจจุบัน ได้ทำลายไก่ชนของประเทศไทยเป็นอันมากทั้งตายด้วย
โรคไข้หวัดนกและด้วยวิธีฆ่าตัดตอนการระบาดจึงทำให้สภาพของ
ไก่ชนไทยขณะนี้อยู่ในระยะอันตรายที่จะสูญพันธุ์ในบางสายพันธุ์
ซ้ำยังไม่ได้รับการช่วยเหลือจากภาครัฐบาลที่จะหาวัคซีนมาเพื่อ
ป้องกันไข้หวัดนกเพื่ออนุรักษ์ไก่ชนไทยในกีฬาชนไก่ยังมการควบ
คุมสนามชนและเวลาชนก็มีน้อยวันในหนึ่งปีจึงทำให้จำนวนไก่ชน
ลดลงไปเรื่อยๆซ้ำร้ายยังไม่มีการสนับสนุนการตลาดซื้อขายใน
ประเทศและต่างประเทศซึ่งนิยมไก่ชนไทยเช่นประเทศอินโดนีเซีย
ประเทศฟิลิปปินส์และประเทศมาเลเซียส่วนข้อดีในสถาณการณ์
ปัจจุบันได้มีการรวมตัวกันเพื่อการอนุรักษ์และเพื่อขอความช่วย
เหลือจากทางวิชาการจากทางราชการภาคเอกชนบางแห่ง
ได้พิมพ์หนังสือและวารสารไก่ชนออกมาจำหน่ายเป็นรายปักษ
และรายเืดือนหลายฉบับด้วยกันนับว่าเป็นแหล่งแสดงความคิด
เห็นและแลกเปลี่ยนความรู้ในเรื่องภูมิปัญญาไก่ชนไทยด้วย




ไก่ชนพระนเรศวร


ความเป็นมา ไก่ชนพระนเรศวรมหาราช เป็นไก่ชนตามประวัติื
ศาสตร์ที่ปรากฎอยู่ในพงศาวดารเมื่อครั้งที่สมเด็จพระนเรศวรมหาราช
ทรงพำนักอยู่ในประเทศพม่า พระองค์ทรงนำไก่เหลืองหางขาว
ไปจากเมืองพิษณุโลกเพื่อนำไปชนกับไก่ของพระมหาอุปราชา
เป็นไก่ที่มีลักษณะพิเศษ มีความเฉลียวฉลาดในการต่อสู้จึงชนชนะ
จนได้สมญาว่า "เหลืองหางขาว ไก่เจ้าเลี้ยง"ซึ่งสำนักงานปศุสัตว์
จังหวัดพิษณุโลก ได้ทำการค้นคว้าและทำการส่งเสริมเผยแพร่
โดยจัดทำการประกวดครั้งแรกเมื่อ ๒๙ กรกฎาคม ๒๕๓๓ และ
ในปี ๒๕๓๔ ได้จัดตั้งชมรมอนุรักษ์ไก่ชนพระนเรศวรมหาราช
ขึ้นที่ตำบลหัวรอ อำเภอเมือง จังหวัดพิษณุโลกโดยได้รับการ
สนับสนุนงบประมาณจากองค์การบริหารส่วนจังหวัดพิษณุโลก
จนถึงปี ๒๕๔๔ ได้จัดตั้งกลุ่มอนุรักษ์และพัฒนาไก่ชนพระนเรศวรขึ้น
ทุกอำเภอรวม ๑๒ กลุ่ม


รูปพระองค์ดำตอนเด็กกับไก่ชน

รูปภาพการชนไ่ก่ของพระนเรศวร

CockFightingPalace

รูปพระนเรศวรอุ้มไก่ชน

พระนเรศวรอุ้มไก่ชนสมัยอยุธยา
พระนเรศวรอุ้มไก่ชนตอนปลายจัด
สร้างขึ้นครั้งแลกของเมืองพิษณุ
โลกถิ่นพระราชสมภพพระบรมรูป
พระนเรศวรอุ้มไก่วัดท่ามะปราง
(เงี้ยวที้งปืน)เมืองพิษณุโลกเป็นพระ
บรมรูปเนื้อดินเผาสมัยอยุธยาตอน
ปลายขนาด๗นิ้วขุดพบใต้ฐานพระ
ปรางค์วัดท่ามะปรางขณะปรับพื้่นที่
่ขยายกำแพงแก้วทำการก่อสร้าง
อุโบสถหลังใหม่เมื่อพ.ศ.๒๕๐๘
พระพุทธรูปสำริดสมัยอยุธยาลพบุรี
พร้อมศิลปวัตถุอื่นๆจำนวนมากวัด
ท่ามะปรางสันนิษฐานว่าสร้างมาแต่
สมัยสุโขทัย จน พ.ศ. ๒๔๑๗
ได้ถูกแม่น้ำน่านกัดเซาะพระเจดีย์
พังลงน้ำและพบพระพิมพ์ท่ามะปราง
เนื้อชินเนื้อดินเผาเป็นจำนวนมาก
ในปีพ.ศ.๒๔๑๘ทหารจากมณฑล
พิษณุโลก ถูกเกณฑ์ไปปราบกบฏ
ฮ่อธงเหลืองที่เวียงจันทน์และพก
พระท่ามะปรางติดต้วไปด้วยได้ถูก
ทหารเงี้ยวซึ่งเป็นทหารช่วยลบของ
พวกฮ่อยิงด้วยปืนแต่ไม่ออกคิดว่า
ทหารไทยเป็นทหารผีจึงทิ้งปืนวิ่งหนี
เป็นที่มาของคำว่า"พระท่ามะปราง
เงี้ยวทิ้งปืนที่มีพุทธคุณเข้มขลัง
ที่สุดในสกุลของพระท่ามะปรางของ
ประเทศไทย...

การเลียงไก่ก่อนชน

การเลี้ยงไก่ออกชน
การที่เราจะเลี้ยงไก่ออกชนนั้น ก่อนอื่นเราต้องรู้ก่อนว่า ไก่ตัวไหนที่มีความฉลาด มีความสามารถในเชิงชนมากน้อยแค่ไหน ชั้นเชิงดีไหม ตีเจ็บไหม ตีถูกไก่ดีไหม จิตใจดีไหม ส่วนประกอบต่างๆเหล่านี้ต้องพิจารณาให้ดี การที่จะคัดไก่เพื่อเอาไว้เลี้ยงชน เราต้องเลือกไก่ที่มีอายุหน่อย และต้องรู้ฤดูนั้นเป็นฤดูไก่หนุ่มหรือไก่แซม ไก่ถ่าย ถ้ารู้ก็จะได้เตรียมไก่ไว้ให้ถูกต้องตามฤดูกาล การที่เราจะเล่นไก่หนุ่มเราควรจะหาไก่ที่มีอายุสักหน่อย คือ ให้มีอายุชน 12 เดือนเสียก่อนค่อยนำมาเลี้ยงออกชน การที่เราต้องรอให้ครบ 1 ปีนั้น เพื่อต้องการให้ไก่มีความแข็งแกร่งในด้านกระดูก ในด้านกล้ามเนื้อ และด้านจิตใจ ถ้าเรานำไก่อายุน้อยเกินไป เช่นอายุ 10-11 เดือน นำมาซ้อมหรือฝึกบ่อยๆเกินไป ส่วนมากจะชนได้ไม่นาน เพราะบางทีหรือบางตัวพอวางมากๆเข้าจะทำให้ไก่เกิดการท้อใจได้ พาลไม่สู้ไก่เอาเฉยๆเลยก็มี แต่ถ้าเราเอาไก่ที่มีอายุมากหน่อย ตั้งแต่ 12 เดือนไปแล้วนำไปวางฝึกซ้อมส่วนมากจะดีกว่าไก่ที่มีอายุน้อยๆ เพราะไก่ที่เป็นหนุ่มเต็มตัวแล้วจะมีอาการหึงหวงตัวเมียเป็นธรรมชาติของสัตว์ และก็เกิดการแย่งชิงความเป็นใหญ่ในฝูง หรือในบ้านนั้นๆ เพราะฉะนั้นไก่หนุ่มที่มีอายุมากๆจึงไม่ค่อยท้อใจในเวลาซ้อม การซ้อมก็ควรหาคู่ซ้อมที่อายุรุ่นราวคราวเดียวกัน เลี้ยงไก่เราต้องใจเย็นๆอย่าใจร้อนต้องพิจารณาให้ดี
การเลี้ยงไก่ออกชนนั้นไก่หนุ่มจะไม่ค่อยยากเหมือนไก่แซม ไก่ถ่าย เพราะไก่หนุ่มถ้าเลี้ยงมากเกินไปจะทำให้ไก่ไม่ค่อยตีไก่ ถ้าเลี้ยงน้อยเกินไปก็จะทำให้ไก่ไม่ค่อยมีกำลัง เราต้องเลี้ยงให้พอดีๆ การเลี้ยงไก่ออกชนนั้นเราต้องซ้อมให้ได้หน้า คือเราต้องซ้อมจนกว่าหน้าของไก่จะไม่ฟู บวม พอแผลที่หน้าหายดีแล้วก็ถ่ายยาลุ ถ่ายลุภายในที่ถูกตีเมื่อเวลาซ้อม หลังจากถ่ายยาสัก 3 วันก็เริ่มลงมือเลี้ยงได้เต็มที่
การเลี้ยงไก่แซม ไก่ถ่ายต่างกับไก่หนุ่มมาก คือ เราต้องวางให้มากเข้าไว้อย่างน้อยต้อง 10-12 ยกขึ้นไป วางให้จนเข้าที่เหมือนเดิมให้ได้ อย่าไปสงสาร เพราะไก่แซม ไก่ถ่ายนั้นหนังจะหนา กระดูกก็จะแข็งมากไม่ต้องกลัวจะออกไก่ แต่ถ้าวางออกไก่แสดงว่าใจไม่สู้หรือใจไม่ดี ไม่พร้อมที่จะชน บางตัวตอนอายุหนุ่มๆ ชนดี ชนชนะหลายเที่ยว ชนจนขนเริ่มหลุด เริ่มแซม พอหลังจากแซมสุดหมดแล้วไม่สู้ไก่ก็มี บางตัวตอนหนุ่มๆไม่สู้ไก่ แต่พอแซมสุดหมดแล้วสู้ไม่เลือกหน้าก็มี
การเลี้ยงไก่ออกชนนั้น จำเป็นต้องให้กินยาบำรุงกำลังตลอดระยะเวลาการเลี้ยง พร้อมจะออกชนในสนาม ยาบำรุงของไก่ที่ขาดไม่ได้เลยนั้น ควรเน้นยาสมุนไพรโบราณให้มากที่สุด ตัวยามีดังนี้
บอระเพ็ดผง
หัวแห้วหมูผง
กระเทียมครึ่งกิโล บดให้ละเอียดตากแห้งแล้วบดให้เป็นผง
กระชาย 2 กำ ตากแดดให้แห้งบดให้เป็นผง
พริกไทยเม็ด บดให้เป็นผง
ยาดำ บดให้เป็นผง
นกกระจอก 7 ตัว ย่างไฟให้สุกตากแดดให้แห้ง แล้วบดให้เป็นผง
ปลาช่อนครึ่งกิโล ย่างไฟให้สุกตากแดดให้แห้ง แล้วบดให้เป็นผง
ดีปรี 3 เม็ด บดให้เป็นผง
เอาทั้ง 9 อย่างนี้มาผสมกันกับน้ำผึ้ง ปั้นเป็นลูกกลอนให้กิน กินวันละ 1 เม็ดก่อนนอนทุกวัน ในระหว่างเลี้ยงอยู่นั้นยังมียาอีกหลายอย่าง เช่น หญ้าแพรกบดให้ป่น ตากลมพอหมาดๆนำไปผสมนมข้นหวาน ใส่ตู้เย็นไว้ให้กินทุกวันก่อนนอนจะทำให้ไก่มีกำลังบินที่ดีมาก และก็ในคราวเดียวกันในระหว่างกำลังเลี้ยงอยู่ควรให้กินยาวิตามินไปด้วย คือ แบรนเนอร์โปรตีน เพราะยาตัวนี้จะมีวิตามินที่ร่างกายต้องการไม่ว่าคนหรือสัตว์จะขาดเสียไม่ได้เลย คือ วิตามินเอ วิตามินอี วิตามินซี วิตามินดี วิตามินทั้ง 4 ตัวนี้ถ้าขาดตัวใดตัวหนึ่งจะทำให้ร่างกายไม่สมบูรณ์ แข็งแรง เหมือนธรรมชาติ ระหว่างกำลังเลี้ยงอยู่ควรให้กินประมาณ 5 เม็ด ให้กินวันเว้นวัน หรือให้กินวันเว้นสองวัน และวันออกให้กินอีก 1 เม็ด ข้อสำคัญอย่าให้กินมากเกินไป เพราะจะทำให้ไก่บินมากจนตีไม่ถูก เพราะไก่คึกเกินไปนั้นเอง เพราะฉะนั้นการเลี้ยงไก่ออกชนทุกครั้ง จึงจำเป็นต้องให้กินทุกครั้งเพื่อไม่ให้ไก่ขาดวิตามินตัวใดตัวหนึ่ง และก็จะทำให้ไก่ได้มีกำลังเพิ่มขึ้นกว่าปกติ ร่างกายสมบูรณ์แข็งแรงดี ก่อนกินยาบำรุงทุกขนาดควรให้กินข้าวก่อน แล้วค่อยให้กินยาตอนเย็นก่อนนอน
การลงกระเบื้อง
กระเบื้องประคบไก่ ประคบเพื่อเสริมธาตุในการรักษาอาการบาดเจ็บของไก่ชน สมัยโบราณ คนโบราณไม่ว่าจะทำกิจกรรม หรือวิธีกรรมใดๆ จะขาดธาตุหลักทั้ง 4 คือ ดิน น้ำ ลม ไฟ ไม่ได้ ดูจากคาถาโบราณ ยังมีคาถาปลุกธาตุ 4 คือ นะ มะ พะ ทะ
การเลี้ยงไก่ชนซึ่งมีควบคู่กับคนไทยโบราณมานาน ก็ย่อมต้องอิงธาตุ 4 ด้วยเช่นกัน สิ่งมีชีวิตทุกชนิด ประกอบด้วย ดิน น้ำ ลม ไฟ เมื่อขาดธาตุใดธาตุหนึ่ง หรือเกิดความไม่สมดุลย์ของธาตุใดธาตุหนึ่ง ร่างกายของสิ่งมีชีวิตนั้นก็จะเกิดเจ็บป่วยขึ้น ดังนั้นจึงต้องมีการเสริมธาตุที่ขาดไปให้สมบูรณ์ดังเดิม ก็จะหายจากการเจ็บป่วยได้
การกราดน้ำไก่ชน คือการเสริมธาตุน้ำ ธาตุลมมาจากอากาศรอบๆตัว ธาตุไฟที่ติดไว้และมารวมเป็นความร้อนอยู่บนกระเบื้องซึ่งเป็นธาตุดิน เมื่อพูดว่าเลี้ยงทำตัวกราดน้ำ ติดกระเบื้องก็จะมองเห็นภาพการรวมธาตุ ดิน น้ำ ลม ไฟ มาสู่ตัวไก่โดยใช้ผ้าชุบน้ำมาเช็ดบนแผ่นกระเบื้องที่มีความร้อนแล้วนำมาประคบตัวไก่
ในปัจจุบันนี้มีการเปลี่ยนแปลงจาก เตาถ่านและกระเบื้องดินเผาที่ต้องรอ กว่าจะร้อนมาเป็นเตารีดที่เพียงเสียบปลั๊กปุ๊บก็ร้อนปั๊บ ใช้งานได้ทันที เหมาะแก่การเลี้ยงไก่ชนในสมัยนี้ ซึ่งดัดแปลงจากเตารีดธรรมดาที่ใช้ตามบ้าน โดยแกะด้านที่จับออก หงายเตารีดและขัน น๊อตยึดกับแผ่นไม้ เพื่อความมั่นคงและสะดวกในการใช้งาน
จากการทดลองใช้ สามารถสรุป ข้อดี ไว้เป็นประโยชน์และแนวทางเปรียบเทียบสำหรับผู้ที่จะลองทำใช้ดูไว้ดังนี้
สะดวก เพียงเสียบปลั๊กก็ใช้ได้
ร้อนเร็ว ภายในไม่ถึง 1 นาที ก็สามารถใช้ประคบไก่ได้ไม่เสียเวลา ใช้ผ้ากราดน้ำชุบน้ำลูบบริเวณผิวด้านหน้าจะทำให้ร้อนเร็วขึ้น
เหมาะสำหรับ ผู้เลี้ยงไก่จำนวนน้อย ประมาณ 2-3 ตัว เพราะไม่ต้องเสียเวลาตั้งเตาประคบ
พกพาง่าย สามารถนำไปใช้ในบ่อนได้ไม่ยุ่งยาก หากใช้เตารีดคู่กับไดร์เป่าผมก็ไม่ต้องนำชุดรมไปให้เกะกะ
ไก่ที่ประคบด้วยเตารีด แผลที่หายจะมีหนังเกิดใหม่หนากว่าที่คบด้วยกระเบื้อง ทำให้ไก่แข็งเร็ว
ไก่ที่ประคบด้วยเตารีด หน้าไก่จะไม่มันเหมือนประคบด้วยกระเบื้อง เพราะว่าผิวของกระเบื้องทำมาจากดินเผามีความชื้น ประคบไก่ทำให้หน้าแดงมันสวยงาม เป็นเหตุบอกแห่งความสมบูรณ์ แต่ประคบด้วยเตารีดเป็นโลหะไม่มีความชื้น หน้าไก่จะเป็นสีชมพูด้านๆ ดูโศกๆไม่สมบูรณ์แต่ความจริงแข็งอย่างหิน
ไก่ที่ประคบด้วยเตารีด จะดูอ่อนนอก แข็งใน คือ มองดูโศกไม่สมบูรณ์ ขนหยาบไม่มีน้ำขน หน้าไม่แดงหรือที่เรียกว่าผิวไม่ดี เมื่อจับตัวดู กล้ามเนื้อผิวไก่จะไม่ตึงแน่นเหมือนประคบกระเบื้อง สาเหตุก็เกิดจากเตารีดเป็นโลหะไม่มีความชื้นผิวหน้า ทำให้เมื่อใช้ประคบไก่ แล้วไก่จะดูกร้าน แต่เมื่อปล้ำแล้วไก่จะไม่มียุบ โดนเจ็บจะไม่แสดงอาการ
ในระยะเวลาที่เท่ากัน การประคบเตารีดไก่จะแข็งเร็วกว่า เทคนิคที่จะดีของการประคบเตารีด คือ ต้องไม่ลงขมิ้นไก่ สำหรับข้อเสียนั้นก็จะมีแต่ขนด้านๆ ถ้าไม่ประคบโดนขนปีก ก็ไม่เกิดผลเสียต่อไก่แต่อย่างใด
การลงขมิ้น
ในการเลี้ยงไก่ชน ขมิ้นถือว่ามีคุณค่าและจำเป็นอย่างยิ่ง มือน้ำจะใช้ขมิ้นผสมกับปูนกินหมากให้ข้น แล้วนำมาทาตามเนื้อตัวไก่เพื่อรักษาบาดแผลในการต่อสู้ และเพื่อทำให้ผิวพรรณของไก่ดี และยังช่วยไล่ไรและแมลงต่างๆที่จะมาสร้างความลำคาญให้แก่ไก่ การลงขมิ้นที่ถูกต้องก็มีเทคนิคและวิธีการที่ค่อนข้างจะซับซ้อนอยู่ไม่น้อย หากผู้เลี้ยงทำไม่ถูกต้อง แทนที่การลงขมิ้นจะได้ประโยชน์อาจกลับกลายเป็นโทษต่อไก่ไปโดยไม่รู้ตัว
การกราดแดด
ถือเป็นอีกกิจกรรมหนึ่งที่จะต้องทำควบคู่กับการกราดน้ำ การกราดแดดจะช่วยควบคุมน้ำหนักได้ดี ทำให้ไก่คุ้นเคยกับความร้อนความเหนื่อย ทำให้กระดูกมีความแข็งแรง ดังนั้นการกราดแดดจึงถือเป็นหัวใจสำคัญสำหรับไก่ทุกตัวที่จะต้องกราดแดดให้ถึงและปล้ำให้แข็งพอที่จะรับมือคู่ต่อสู้ได้
การกราดแดดทำได้โดยนำไก่ที่ผ่านการกราดน้ำแล้วครอบสุ่มไว้กลางแจ้งที่มีแดดส่องถึง ส่วนระยะเวลาขึ้นอยู่กับสภาพของแสงแดดเป็นสำคัญ ต้องคอยสังเกตดูอาการของไก่ว่ามีอาการเป็นอย่างไร หากพบว่าไก่เริ่มหอบ อ้าปาก หรือปีกยกก็ให้นำเข้าร่มได้ ในไก่แต่ละตัวระยะเวลาจะมีความแตกต่างกัน เช่น ไก่หนุ่มไม่ควรให้หอบมากเกินไป เพราะจะมีผลทำให้เสียไก่ได้ง่าย เพราะร่างกายยังไม่เคยชิน ให้ทำการกราดแดดแค่ขนแห้งก็พอ ส่วนในไก่ที่เจนสนามแล้วจะต้องกราดนานๆ เนื่องจากไก่พวกนี้มีความแข็งแรงทนทานกว่า การกราดแดดจำเป็นจะต้องทำอย่างต่อเนื่องจนกระทั่งก่อนถึงวันลงสังเวียนประมาณ 3 วันจึงหยุดเพื่อให้ไก่ได้พักผ่อนอย่างเต็มที่
สำหรับไก่ชนที่ผ่านการชนมาแล้ว จะต้องนำมารักษาแผล ใส่ยา เย็บแผลแตก ให้ยาแก้อักเสบ แล้วปล่อยให้ไก่ได้พักสักระยะหนึ่งก่อนจะนำมาถ่ายยาเพื่อขับเอาความช้ำและรอยเลือดตกค้างต่างๆออกมา หลังจากนั้นปล่อยให้เป็นอิสระ เพื่อให้ไก่ได้คลุกฝุ่นให้ผิวหนังตึง เมื่อเห็นว่าแข็งแรง ปกติดีหมดแล้ว จึงนำกลับมาทำการบำรุงถ่ายยา กราดน้ำ กราดแดด แล้วปล้ำกันใหม่ เพื่อเตรียมตัวสำหรับลงสนามครั้งต่อไป ก่อนที่จะออกสังเวียนครั้งต่อไปจะต้องมีการถอนแข้งหรือฉะกันเสียใหม่ จำนวนมากน้อยแล้วแต่ความเหมาะสม โดยดูจากความบอบช้ำของตัวไก่ที่เกิดขึ้นจากการตีครั้งก่อน หากผ่านการตีมาหลายครั้งและบอบช้ำมากอาจจะต้องพักนาน และเริ่มต้นปล้ำใหม่เพื่อให้ร่างกายเข้าที่และสมบูรณ์จริงๆ แต่หากนำออกตีในขณะที่ร่างกายไม่สมบูรณ์ดี แบบที่เรียกว่า เน่าใน หรือในขาด ไก่จะตีได้ไม่ดี โอกาสที่จะแพ้มีมากหรืออาจจะเสียไก่ได้ง่าย ในกรณีที่ชนะในอัน สองอันไม่ช้ำมาก สามารถที่จะฉะเพียงอันสองอันก็นำออกสังเวียนใหม่ได้เลย ส่วนในตัวที่ดื้อสังเวียนมานาน จากการถ่ายขนหรือพักรักษาตัวจะต้องปล้ำให้หนักเหมือนไก่หนุ่มเลยทีเดียว
หลังจากนั้นดูแลรักษาสุขภาพให้ดี จัดให้ไก่ได้พักผ่อนอย่างเต็มที่และอยู่อย่างสบายทั้งกายและใจ ซึ่งศัตรูทางใจของไก่ชนที่สำคัญก็คือ ไก่ตัวเมียและไก่คู่ต่อสู้ ดังนั้นไก่ที่จะออกสนามจะต้องนำออกให้ห่างสิ่งเหล่านี้มากที่สุด
สำหรับอายุการใช้งานของไก่ในการออกชนไม่ควรให้เกิน 2ปีครึ่งหรือ 3 ปี เพราะไก่ที่อายุมากกว่านี้ร่างกายเรี่ยวแรงจะถดถอย ถึงแม้ว่าจะมีลีลาฝีมือมากก็ตาม แต่กำลังจะสู้ไก่หนุ่มๆไม่ไหว ไก่ระดับนี้ควรนำมาทำพ่อพันธุ์ดีกว่า เพื่อให้การขยายหรือคงลักษณะไก่ที่ดีๆให้คงอยู่ต่อไป
การวิ่งสุ่ม
การวิ่งสุ่มนั้นเป็นวิธีการที่ทำให้ไก่มีกำลังขามาก การวิ่งสุ่มที่จะทำให้ไก่มีกำลังมากๆจริง ให้คนล่อไก่นำไก่ล่อไปนั่งในสุ่มใหญ่ๆ กว้างประมาณ 1.80 ซ.ม สูงประมาณ 1.50 ซ.ม นำไปล่อไก่ที่เราจะเลี้ยง ให้มันโมโหเสียก่อนแล้วไก่จะวิ่งดี พอเข้าไปนั่งในสุ่มพร้อมกับไก่ล่อแล้ว ให้ยกไก่ล่อวนข้างในสุ่มเพื่อเป็นการล่อไก่ตัวนอกให้วิ่งไปข้างซ้าย-ขวา ข้างละ 20 รอบ วันแรกอาจจะวิ่งได้ประมาณ 50-60 รอบ แต่ว่าวันต่อมาให้วิ่งวันละ 100 รอบ วิ่งทุกวัน วิ่งจนกว่านับรวมกันแล้วให้ได้ 1,500 รอบ แล้วจากนั้นวิ่งประจำวัน วันละ 100 รอบ วิ่งเสร็จให้เอาขนไก่แหย่คอ แล้วก็เริ่มล่อต่อ การล่อต่อจากการวิ่งสุ่ม คือ ล่อให้ไก่ย้ายจับไก่ล่อคุมปากเสียแล้วล่อวนไปทางซ้าย 10 รอบ ทางขวา 10 รอบ การล่อวนซ้าย-ขวานี้ใหม่ๆไก่จะล้ม วนได้สัก 2-3 รอบจะล้ม ให้ล่อจนกว่าไก่จะไม่ล้มเป็นใช้ได้ ถ้าวนซ้าย 10 รอบ ขวา 10 รอบยังล้มอยู่ยังใช้ไม่ได้ ล่อให้มันกระโดดบ้างก็ได้ให้กระโดดสัก 30 ครั้งก็พอ พื้นรองให้ไก่กระโดดต้องใช้พรมรองพื้น หรือบริเวณที่ดินอ่อนๆ มิเช่นนั้น อุ้งเท้าไก่จะเจ็บหรือบวมได้ อาจจะกลายเป็นหน่อก็ได้ การล่อไก่ก็เหมือนกันควรล่อบนพรม หรือพื้นดินที่นุ่มๆ เวลาไก่วิ่ง หรือไก่ย้ายตีนและนิ้ว จะได้ไม่พอง
ข้อสำคัญ ในสังเวียนไก่ตามบ่อนต่างๆ นิยมใช้พรมปูพื้น การเลี้ยง การล่อไก่จึงต้องปูพื้นพรมเหมือนในบ่อน จะทำให้ไก่เคยชินกับพื้น ถ้าเลี้ยงหรือล่อตามพื้นดิน พอไปชนในสังเวียนที่มีพื้นพรมไก่ก็จะตีไม่เหมือนเดิม จะลื่น จะล้มไปเลย
ล่อไก่
วิธีการอีกอย่างหนึ่งซึ่งเป็นวิธีใช้เพื่อเสริมสร้างพละกำลังของไก่ที่ใช้กันมานานและได้ผลดีมาก คือ การล่อไก่ ด้วยสาเหตุที่ว่าเพื่อให้ไก่ได้ออกกำลังและเสริมสร้างความแข็งแกร่งของไก่ให้พร้อมเพื่อจะนำไปชน การล่อไก่จะล่อเหมือนกันทุกตัวไม่ได้เพราะพื้นฐานของร่างกายไก่ไม่เท่ากัน และในการล่อก็ต้องมีการวางแผนกำหนดการล่อด้วย หากไม่มีความรู้ ความเข้าใจในการล่อไก่ เมื่อถึงวันที่นำไก่ไปชนไก่ที่เลี้ยงอาจจะไม่แข็งแรงพออย่างที่หวังไว้ ซึ่งหากว่าล่อหนักเกินไปกลัวว่าไก่จะแรงไม่ดี เมื่อถึงวันชนไก่ที่เลี้ยงอาจบินล้ม ตีลังกา แข้งขาอ่อนไปเลย เพราะการที่ล่อหนักเกินไปอาจทำให้กล้ามเนื้อของไก่ฉีกขาดหรืออักเสบได้ แต่ถ้าล่อไก่น้อยเกินไปกลัวไก่เหนื่อย หากถึงวันชนจะไม่มีแรง อาจจะแรงดีในช่วงแรกเพียง 1-2 ยกเท่านั้น พอเบียดกันเลย 3 อันก็หมดแรง หรือบางตัวอาจบินไม่โปร่งเพราะอ้วนเนื่องจากออกกำลังน้อยเกินไปทำให้ไขมันเยอะ วึ่งรายละเอียด ความพอดีและวิธีการล่อไก่นั้นสำคัญมาก
ลงนวมไก่
การเลี้ยงไก่ชนเป็นศาสตร์ที่ต้องใช้ความละเอียดอ่อน ความชำนาญและประสบการณ์อย่างมาก การให้ไก่ได้ออกกำลังอย่างเช่น วิ่งสุ่ม ล่อ เป็นขั้นตอนหนึ่งที่จะทำให้ไก่แข็งแรง พละกำลังดีและอีกวิธีหนึ่งก็คือ การลงนวมไก่ เป็นวิธีการซึ่งใช้ในการสร้างเสริมกำลังวังชาและความแข็งแกร่งของไก่โดยตรง ซึ่งสามารถทำได้ตั้งแต่เริ่มนำไก่มาเลี้ยงใหม่จนถึงเลี้ยงออกชน การลงนวมไก่แยกย่อยออกเป็นรายละเอียดและเคล็ดลับต่างๆได้ดังนี้
การหาไก่คู่นวม
ไก่ที่นำมาเป็นคู่ลงนวมไก่นั้นควรเป็นไก่ที่อายุใกล้เคียงกัน หากว่าไก่ที่เลี้ยงเป็นไก่หนุ่มแล้วนำไก่ที่มีอายุดีมาทำการลงนวม ไก่ที่เลี้ยงอาจโดนตีระบมภายในได้ แต่ถ้าไก่เลี้ยงเป็นไก่ที่มีอายุดีแล้ว สามารถนำไก่ที่มีอายุดีเช่นกันมาลงนวมได้ ไก่ที่นำมาใช้เป็นคู่นวมนั้นต้องมีน้ำหนัก รูปร่างใกล้เคียงกัน อย่าให้ได้เปรียบเสียเปรียบกันมาก และที่สำคัญไม่ควรนำไก่เชิงมาเป็นคู่นวม เพราะหากไก่เลี้ยงเชิงไม่ดีจะทำให้เสียเชิงได้ เมื่อได้คู่นวมที่ต้องการแล้วควรตัดเดือยออกให้ราบติดแข้ง เพื่อป้องกันไก่เลี้ยงโดนสาดอาจทำให้เจ็บระบมภายในได้
อุปกรณ์ที่ใช้ในการลงนวม
1. นวมพันแข้ง
2. พลาสเตอร์
3. นวมปาก
วิธีเตรียมไก่ก่อนลงนวม
นำไก่คู่นวมที่เตรียมไว้มาพันแข้งให้เรียบร้อย ควรพันพลาสเตอร์ที่เล็บของไก่คู่นวมด้วยทุกนิ้ว เช็ดน้ำธรรมดาให้ทั่วตัวป้อนน้ำให้กิน นำนวมปากสวมคลุมทั้งปากบนและปากล่าง แล้วนำไก่ที่เลี้ยงมาพันนวมให้เรียบร้อยด้วย หากว่าไก่ที่เลี้ยงตอเดือยเล็กควรคาดเดือยกันเดือยโค่นก่อนทำการพันแข้ง ควรพันพลาสเตอร์รองก้อยด้วยเพื่อป้องกันก้อยถลอกหรือหัก เช็ดน้ำไก่ให้ทั่วด้วยน้ำสะอาด ยอนคอแล้วป้อนน้ำให้กิน นำนวมปากมาสวมทั้งปากบนและปากล่าง แล้วจึงทำการลงนวมได้
เทคนิคและวิธีการลงนวมก่อนปล้ำ
ในการลงนวมไก่นั้นสามารถลงนวมได้ตั้งแต่เริ่มนำไก่มาเลี้ยง ไปจนถึงการลงนวมไก่ออกชน ซึ่งถ้าทำอย่างถูกต้องและถูกวิธีจะทำให้ไก่แข็งแรง พละกำลังดีและแข็งแกร่ง นอกเสียจากไก่บางประเ3ทอย่างไก่พม่าที่ไม่นิยมลงนวม ในการลงนวมนั้นจะต้องมีการวางกำหนดการในการลงนวมเสียก่อน เพื่อเป็นการกำหนดวันที่จะลงนวมว่าจะลงนวมทั้งหมดกี่ครั้งและพักไก่กี่วัน ในช่วงเวลาที่เลี้ยงไก่ก่อนนำไปปล้ำ ตัวอย่าง เช่น ไก่ที่เราเลี้ยงปล้ำในวันอาทิตย์มา 2 อัน แล้วอีกสองสัปดาห์ถัดไปในวันอาทิตย์ จะทำการปล้ำอีกครั้ง แสดงว่าเรามีเวลาในการเลี้ยงทั้งหมด 13 วัน ผู้เลี้ยงต้องทำการวางกำหนดการภายใน 13 วันว่าจะพักไก่กี่วัน ลงนวมกี่วัน แล้วพักไก่ก่อนนำไปปล้ำกี่วัน ในการพักไก่หลังจากการปล้ำนั้น ควรพักไก่อย่างน้อย 5-6 วัน เพื่อให้บาดแผลตกสะเก็ดและร่วงเสียก่อน ให้สังเกตว่าบาดแผลไก่เริ่มบางใกล้หายจึงเริ่มลงนวม และในการพักไก่หลังจากที่ลงนวมมาไม่ว่าจะลงนวมไปกี่ครั้ง ก็ควรจะมีการพักไก่เสียก่อนจะนำไปปล้ำ ควรจะพักอย่างน้อย 2 วัน เพื่อเป็นการคลายความเมื่อยล้า คลายเนื้อคลายตัว ตัวอย่างการวางกำหนดการลงนวมไก่ก่อนปล้ำในกำหนดเวลาเลี้ยง 13 วันก่อนนำไปปล้ำ
วันที่ 1-2 ปล่อยให้ไก่พัก เช็ดน้ำและประคบกระเบื้องหรือนวดยา ไม่ต้องให้ไก่วิ่งสุ่ม ปล่อยให้ไก่อยู่ในตาข่ายกว้างๆก็พอ
วันที่ 3-6 ปล่อยให้ไก่พัก เช็ดน้ำและประคบกระเบื้องหรือนวดยา ให้ไก่วิ่งสุ่มในช่วงเช้าและบ่าย
วันที่ 7 ลงนวมช่วงเช้าตรู่ อันเดียว 25 นาที เช็ดน้ำหรือประคบกระเบื้องนวดยาตามปกติ วิ่งสุ่มช่วงบ่ายก่อนเช็ดน้ำอีกครั้ง
วันที่ 8 ให้วิ่งสุ่มในช่วงเช้าก่อนเช็ดน้ำ และประคบกระเบื้องนวดยาตามปกติ วิ่งสุ่มในช่วงบ่ายก่อนเช็ดน้ำอีกครั้ง
วันที่ 9 ทำเช่นเดียวกับวันที่ 7
วันที่ 10 ทำเช่นเดียวกับวันที่ 8
วันที่ 11 ลงนวมช่วงเช้าตรู่ อันเดียว 30 นาที เช็ดน้ำและประคบกระเบื้องนวดยาตามปกติ วิ่งสุ่มช่วงบ่ายก่อนเช็ดน้ำอีกครั้ง
วันที่ 12-13 พักไก่ ไม่ต้องวิ่งสุ่ม เช็ดน้ำธรรมดา ไม่ต้องประคบกระเบื้อง ปล่อยให้ไก่เดินที่กว้างๆ เพื่อผ่อนคลายกล้ามเนื้อ
ทุกครั้งก่อนที่จะทำการลงนวมต้องเตรียมตัวไก่ตามที่กล่าวไว้ข้างต้นเสียก่อน และควรทำการลงนวมในช่วงเช้าตรู่ของวันที่จะทำการลงนวม
การโดดหลุม
การโดดหลุม การบินหรือการโดดบ่อก็คือการให้ไก่ได้มีกำลังขามากๆ กำลังปีกมากๆ แต่ความแข็งจะไม่ค่อยมีมากเท่าไหร่ การบินหลุมนี้ส่วนมากจะผ่านการวิ่งมาก่อน ผ่านการเลี้ยง เอากำลังมาก่อนทั้งนั้น การบินหลุมเป็นส่วนประกอบในการเลี้ยงไก่เหมือนกัน ไม่ใช่วิธีการเลี้ยงแบบหลักๆที่สำคัญ ถ้าบินหลุมอย่างเดียวไม่ให้ไก่ออกกำลังขาวิ่งบ้างความแข็งก็จะไม่มากพอ ต้องวิ่งสุ่มเสียก่อนแล้วค่อยบินหลุม ต่อไปก็ทำการล่อความแข็งก็จะแข็งมาก
หลุมที่ใช้บินในอดีตจะใช้เป็นหลุมดินที่ขุดลึก 1-1.5 เมตร กว้าง 1 เมตร ส่วนพื้นจะใช้วัสดุที่นุ่มๆรอง เช่นฟางข้าว สำหรับจำนวนครั้งที่ให้ไก่กระโดด ถ้าเป็นไก่หนุ่มโดดใหม่ๆก็ควรให้โดดสัก 10 ครั้งก่อนแต่ต้องสังเกตด้วยว่าไก่หอบหรือไม่ ถ้าไก่หอบมากก็ควรให้หยุดก่อนแล้วค่อยเพิ่มจำนวนให้มากขึ้นในต่อไป ปัจจุบันหลุมโดดไก่มีการใช้ถังส้วมแทนการขุดหลุม และใช้กระสอบหรือฟองน้ำรอง เพื่อลดแรงกระแทก
การว่ายน้ำ
การว่ายน้ำนั้นก็เพื่อต้องการให้ไก่ได้กำลังปีก กำลังอกทำให้กล้ามบริเวณหน้าอกแข็ง กำลังปีกจะแข็งแกร่งและได้กำลังได้ดีมาก แต่กำลังขาไม่ค่อยได้มากเท่าที่ควร เพราะขาทำหน้าที่ว่ายน้ำเบาๆไม่ได้ ไม่ได้รับน้ำหนักอะไรมากนัก การว่ายน้ำไก่ส่วนมากจะว่ายกันในช่วงบ่ายหลังจากที่มีการออกกำลังไก่ไปแล้ว สถานที่ควรเป็นสระที่มีความกว้าง 2-3 เมตร มีน้ำไม่เต็มนัก การว่ายน้ำถ้าไก่ยังไม่เคยควรจะประคองหัดให้ว่ายก่อน โดยใช้มือข้างหนึ่งประคองที่อก ส่วนอีกข้างให้ประคองที่หลัง แรกๆก็ให้ว่ายน้อยๆก่อน หลังจากนั้นค่อยเพิ่มเวลาขึ้นเรื่อยๆ หลังจากที่ว่ายน้ำเสร็จถ้ามีแดดก็ให้ไก่ตากแดดก่อนสักพัก ถ้าฝนตกควรใช้ไดร์เป่าผมเป่าให้ขนแห้ง

การเลียงปลาหางนกยุง

การเพาะเลี้ยงปลาหางนกยูง
สถาบันวิจัยสัตว์น้ำสวยงามและสถานแสดงพันธุ์สัตว์น้ำ
กรมประมง


--------------------------------------------------------------------------------

ปลาหางนกยูงมีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Poecilia reticulata Peters 1859 มีชื่อสามัญว่า Guppy อยู่ในครอบครัว Poecidae เป็นปลาอออกลูกเป็นตัว
และมีถิ่นกำเนิดทางทวีปอเมริกาใต้แถบเวเนซูเอลล่า หมู่เกาะคาริเบียนของประเทศบาร์บาโดสและในแถบลุ่มน้ำอเมซอน ในธรรมชาติอาศัยอยู่ในแหล่งน้ำจืด
และน้ำกร่อยที่เป็นแหล่งน้ำนิ่งจนถึงน้ำไหลเรื่อยๆ ปลาตัวผู้มีขนาด 3 -5 เซนติเมตร ตัวเมียมีขนาด 5 -7 เซนติเมตร ปลาหางนกยูงที่นิยมเลี้ยงเป็นปลาสวยงาม
(Fancy guppies) ซึ่งเป็นปลาที่ได้รับการคัดพันธุ์และปรับปรุงพันธุ์มาจากพันธุ์พื้นเมือง ( Wild guppies) ที่พบแพร่กระจายอยู่ในธรรมชาติ ลักษณะ
เด่นที่ใช้ในการปรับปรุงพันธุ์เพื่อให้ได้สายพันธุ์ใหม่ๆ คือ ลักษณะสีและลวดลายบนลำตัวและลวดลายบนครีบหางและรูปแบบของครีบหาง ซึ่งในการเรียกสาย
พันธุ์ต่างๆ จะถูกตั้งชื่อตามลักษณะ ดังกล่าว
ลักษณะที่ดีของปลาหางนกยูง

ลักษณะลำตัว -> มีขนาดใหญ่ หนาสมส่วน ไม่คดงอ
ลักษณะครีบ -> ครีบหางใหญ่ พริ้วหนา แข็งแรงสมบูรณ์ไม่ฉีกขาด ขณะว่ายน้ำพริ้วไม่พับ
สีและลวดลาย -> ถูกต้องตามสายพันธุ์ คมเข้มชัดเจน
ความสมบูรณ์ของลำตัว -> ทรงตัวปกติ

การเพาะพันธุ์ปลาหางนกยูง

ในการเพาะพันธุ์ปลาหางนกยูง นอกเหนือจากวิธีการเพาะพันธุ์แล้ว วิธีการเลี้ยงพ่อแม่พันธุ์การคัดเลือกพ่อแม่พันธุ์และการอนุบาลลูกปลานับว่าเป็นปัจจัย
ที่ล้วนแต่มีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนกว่ากัน ซึ่งได้กล่าวถึงปัจจัยต่างๆ ดังกล่าวต่อไปนี้ คือ การเลี้ยงพ่อแม่พันธุ์ปลาหางนกยูง เนื่องจากปลาหางนกยูงจะเจริญถึง
วัยเจริญพันธุ์ เมื่อปลามีอายุเพียง 3 เดือนเท่านั้น เมื่อลูกปลาพอที่จะแยกเพศได้ (อายุประมาณ1- 1 1/2 เดือน ) ควรเลี้ยงแยกเพศไว้เพื่อป้องกันไม่ให้ปลาผสม
พันธุ์กันเอง

น้ำที่ใช้เลี้ยง ควรเป็นน้ำสะอาดปราศจากคลอรีน มีความเป็นกรด – ด่าง (pH ) 6.5 – 7.5 มีปริมาณออกซิเจนที่ละลายในน้ำไม่ต่ำกว่า 5 มก.ต่อลิตร
ความกระด้างของน้ำ 75- 100 มก.ต่อลิตร ความเป็นด่าง 100 – 200 มก.ต่อลิตร และอุณหภูมิน้ำ 25 –29 ? C ควรมีน้ำไหลหมุนเวียนตลอดเวลา

อาหารที่ใช้เลี้ยง ปลาหางนกยูงสามารถกินอาหารได้ทั้งพืชและสัตว์ (Omnivorous) ในการเลี้ยงพ่อแม่พันธุ์จึงสามารถให้อาหารจำพวกสัตว์น้ำขนาดเล็ก
เช่น ลูกน้ำ ไรแดง (Moina) ไรสีน้ำตาล (Artemaia) หรือหนอนแดง(Chironomus) หรืออาจจะเลี้ยงด้วยอาหารสำเร็จรูป ที่มีปริมาณโปรตีนไม่ต่ำกว่า 40%
อาหารสดก่อนให้ทุกครั้งควรฆ่าเชื้อโรคที่ติดมากับอาหาร โดยควรแช่อาหารในด่างทับทิมเข้มข้น 500 - 1,000 ส่วนในล้านส่วน (0.5 - 1.0 กรัมต่อน้ำ 1 ลิตร )
เป็นเวลาประมาณ 10 –20 วินาที ปริมาณอาหารสด ควรให้ 10% ของน้ำหนักตัวหรือให้กินแต่พออิ่ม ส่วนอาหารแห้ง ควรให้วันละ 2 - 4 % ของน้ำหนักตัวปลา
โดยให้อาหารวันละ 2 ครั้ง ในตอนเช้าและตอนเย็น ส่วนการถ่ายเทน้ำควรจะทำทุกวัน โดยดูดน้ำในตู้ออกวันละประมาณ ? ของปริมาณน้ำในตู้ แล้วเติมน้ำให้
เท่าระดับเท่าเดิม

การคัดเลือกพ่อแม่พันธุ์
การคัดเลือกปลาเพศผู้และเพศเมียเพื่อทำการผสม ควรเลือกปลาที่มีอายุ 3 เดือนขึ้นไป มีลักษณะลำตัวมีขนาดใหญ่ หนาสมส่วน ไม่คดงอ โคนหางใหญ่ แข็งแรง
ครีบสมบูรณ์ ครีบหางใหญ่ พริ้วหนา แข็งแรงสมบูรณ์ไม่ฉีกขาด รูปร่างได้สัดส่วน แข็งแรง ว่ายน้ำปราดเปรียว มีสีและลวดลายสวยงาม เพศผู้จะมีลักษณะต่าง
จากเพศเมียตรงที่อวัยวะในการสืบพันธุ์เรียกว่า gonopodium ซึ่งดัดแปลงมาจากครีบก้น ปลาเพศผู้และเพศเมีย ควรมีลักษณะสีและลวดลายที่เหมือนกันหรือ
คล้ายกันมากที่สุด เพื่อให้ได้ลูกปลาที่ลักษณะไม่แปรปรวนมากในการผสมพันธุ์ หากจำเป็นต้องเก็บลูกปลาที่เพาะไว้เป็นพ่อแม่พันธุ์ในครั้งต่อไป ควรหาพ่อแม่ปลา
จากแหล่งอื่นมาผสมบ้าง เพื่อป้องกันการผสมเลือดชิด (Inbreeding) ซึ่งเป็นสาเหตุให้ลูกปลารุ่นต่อๆ ไป มีความอ่อนแอและมีอัตราการรอดต่ำ

การเพาะเลี้ยงปลาหางนกยูง
ขั้นตอนที่ 1 เตรียมบ่อซีเมนต์ขนาด 1 - 4 ตรม. ระดับน้ำลึก 30 –50 ซม. ใส่พุ่มเชือกฟางตะกร้าหรือฝาชี เพื่อให้ลูกปลาใช้เป็นที่ปลาหลบซ่อน
ขั้นตอนที่ 2 คัดพ่อแม่ปลาสายพันธุ์เดียวกันที่ลักษณะดีสีสวยอายุประมาณ 4 –6 เดือน โดยคัดปลาเพศผู้ ลำตัวโต แข็งแรง ครีบหลัง ครีบหางใหญ่และแผ่กว้าง
สีเข้มสดใส สวยงาม ส่วนปลาเพศเมียคัดเลือกสายพันธุ์เดียวกันกับปลาเพศผู้ ลำตัวโต แข็งแรง ปราดเปรียว ครีบหางเข้มสดใส ปล่อยรวมกันในอัตรา 120 -180
ตัว/ลบ.ม. ในสัดส่วนเพศผู้ : เพศเมีย เท่ากับ 1:3 หรือ 1:4 ระหว่างการเพาะพันธุ์ให้ไรแดงเป็นอาหารในตอนเช้า และให้อาหารสำเร็จรูปในตอนเย็น ปลาเพศเมีย
ที่ได้รับการผสมแล้ว จะเห็นเป็นจุดสีดำบริเวณท้อง
ขั้นตอนที่ 3 หลังจากแม่ปลาได้รับการผสมพันธุ์ประมาณ 26 –28 วัน จะมีลูกปลาวัยอ่อนเกิดขึ้นและหลบซ่อนอยู่ตามวัสดุที่มาใส่ไว้ในบ่อให้รวบรวมลูกปลาออก
ทุกวันสะสมไว้ในบ่ออนุบาล ประมาณ 4-5 วัน/ บ่อ เพื่อให้ลูกปลามีขนาดใกล้เคียงกัน โดยปล่อยลูกปลาในอัตราความหนาแน่น 140-300 ตัว/ลบ.ม. ในระยะแรก
ให้ไรแดงเป็นอาหารในตอนเช้าและเย็นทุกวันเป็นระยะเวลา 2 สัปดาห์ หลังจากนั้นจึงให้อาหารสำเร็จรูป จนกระทั่งลูกปลามีอายุประมาณ 3 สัปดาห์ ซึ่งเป็นระยะ
ที่เริ่มแยกเพศได้ โดยปลาเพศเมีย สังเกตจุดสีดำบริเวณรูเปิดช่องท้อง ส่วนปลาเพศผู้ เมื่อมองจากด้านบนมีรูปร่างเรียวยาวกว่าเพศเมีย
ขั้นตอนที่ 4 คัดขนาดและแยกเพศปลา นำไปแยกเลี้ยงในบ่ออัตรา 200-300 ตัว/ลบ.ม.ให้กินไรแดงเป็นอาหารในตอนเช้าส่วนตอนกลางวันและตอนเย็นให้กิน
อาหารสำเร็จรูป เลี้ยงเป็นระยะเวลา 3 เดือน (ปลามีอายุประมาณ 4 เดือน)
ขั้นตอนที่ 5 ปลาหางนกยูงอายุประมาณ 4 เดือน จะถูกคัดขนาดและคัดเลือกปลาที่แข็งแรงสมบูรณ์ เพื่อนำไปเลี้ยงไว้ในบ่อพักปลาเพื่อเตรียมส่งจำหน่ายต่อไป


โรคที่พบในปลาหางนกยูงและวิธีรักษา
1. โรคจุดขาว (White spot disease) เกิดจากสัตว์เซลล์เดียว ชื่อ lchthyophthirus multifilis หรือชื่อย่อว่า lch (อิ๊ค)อิ๊คเข้าเกาะตัวปลาและฝังตัวที่
ผนังชั้นนอกของปลา สร้างความระคายเคืองปลาจะสร้างเซลล์ผิวหนังหุ้มอิ๊ค ทำให้เห็นเป็นจุดสีขาว ยังไม่มีวิธีการกำจัดอิ๊คที่ฝังอยู่ใต้ผิวหนัง แต่วิธีการที่ได้ผล
คือ การทำลายตัวอ่อนในน้ำ สารเคมีที่ใช้ได้ผลดี คือ ฟอร์มาลิน 25 - 30 ซีซี ต่อน้ำ 1,000 ลิตร ผสมกับมาลาไค้ท์กรีน 0.1 กรัม ต่อน้ำ 1,000 ลิตร แช่ทิ้งไว้
ตลอด และควรจะแช่น้ำซ้ำอีก 3 - 4 ครั้ง ห่างกันครั้งละ 7 วัน จะให้ผลดีมาก โดยเฉพาะเมื่อน้ำมีอุณหภูมิประมาณ 28- 30 องศาเซลเซียส
2. โรคที่เกิดจากปลิงใส เกิดจากปรสิตตัวแบน 2 ชนิด คือ Gyrodactylus และ Dactylogyrus มักพบตามบริเวณเหงือกและผิวหนัง การรักษาใช้ฟอร์มาลิน
เข้มข้น 40 ซีซี ต่อน้ำ 1,000 ลิตร หรือดิพเทอร์เร็กซ์เข้มข้น 0.25-0.5 กรัม ต่อน้ำ 1,000 ลิตร แช่ทิ้งไว้ตลอดไป
3. โรคที่เกิดจากหนอนสมอ (Lerneae sp.) หนอนสมอมีลำตัวเป็นรูปทรงกระบอก ส่วนหัวคล้ายสมอทำหน้าที่ยึดเกาะกับตัวปลา การรักษาใช้ดิพเทอร์เรกซ์
เข้มข้น 0.25-0.50 กรัม ต่อน้ำ 1,000 ลิตร แช่ทิ้งไว้ตลอด แล้วแช่ซ้ำ 3-4 ครั้ง แต่ละครั้งห่างกัน 7 วัน
4. โรคที่เกิดจากแบคทีเรีย เกิดจากพวกแบคทีเรียสกุล Aeromonas และ Pseudomonas อาการที่พบ คือ ครีบและหางกร่อน ท้องบวมน้ำ เกล็ดพอง รักษาโดยใช้ยาปฏิชีวนะ เช่น ไนโตรฟูราโซน 1 -2 กรัมต่อน้ำ 1,000 ลิตร แช่ปลานาน 2 -3 วัน ออกซีเตตร้าไซคลินหรือเตตร้าซัยคลินผสมลงในน้ำในภาชนะ
ที่เลี้ยงในอัตรา 10 - 20 มิลลิกรัม ต่อน้ำ 1 ลิตร หรือจะใช้เกลือแกง 0.5-1% ก็ได้

ลักษณะปลาหางนกยูงบางสายพันธุ์ที่นิยมเลี้ยง

สายพันธุ์ ลักษณะและสีของลำตัว ลักษณะและสีของครีบ
1. คอบร้า (Cobra)
Yellow cobra (คอบร้าเหลือง) หรือ
King cobra
Red cobra (คอบร้าแดง)
Multicolour (เจ็ดสี)
สีน้ำเงิน ม่วง หรืออื่นๆ
มีลวดลายเป็นแถบยาว
หรือสั้น พาดขวาง พาดตาม
ยาว หรือพบพาดเฉียงทั่ว
ลำตัวตลอดถึงโคนหาง
ลวดลาย คล้ายลายหนังงู
หางรูปสามเหลี่ยม
(Delta tail ) พัด
(Fan tail ) หรือหาง
บ่วง (Lyre tail )
ครีบหางมีหลากหลาย
และหลากสีสอดคล้อง
กับลำตัว

2. ทักซิโด้ (Tuxedo)
German tuxedo
Neon tuxedo (สันหลังสีขาวสะท้อนแสง)
Black tuxedo (ครีบหางสีดำ)
Golden tuxedo (ครีบหางสีส้ม)
Flamingo tuxedo
Bronze tuxedo
ครึ่งตัวด้านท้ายมีสีดำ
หรือน้ำเงินเข้ม

ครีบหลังและครีบหางหนา
ใหญ่มีสีและลวดลายเหมือนกัน
ครีบหางมีหลากหลายแบบ


3. โมเสค (Mosaic)
Red mosaic หรือ
Red butterfly หรือชิล
พื้นลำตัวสีเทาอ่อน
บริเวณด้านบนสีฟ้า
หรือเขียวอาจแซมด้วย
สีแดง ชมพู หรือขาว
ครีบหางรูปสามเหลี่ยม (Delta tail ) ปลายมุมบนและล่างมน
บริเวณโคนหางอาจมีสีน้ำเงินเข้ม
ครีบหางมีหลากหลาย
ครีบหลังขาวเรียบ หรือชมพูอ่อน
หรืออาจมีจุดหรือแต้มขนาดเล็ก

4. กร๊าซ (Grass)
Grass tail (หญ้าแก้ว)
Grass tail albino (เผือกตาแดง)
ลำตัวมีหลากสี ครีบหางมีจุดหรือแต้มเล็ก ๆ
กระจายแผ่ไปทั่วตามแนว
รัศมีของหางคล้ายดอกหญ้า
5. นกยูงหางดาบ (Sword tail )
Double sword (หางกรรไกร)
Top sword (หางดาบบน)
Bottom sword (หางดาบล่าง
ลำตัวมีสีเทา ฟ้า เขียว แดง
ชมพู เหลือง คล้ายหางนกยูง
พันธุ์พื้นเมือง
( Wild guppies)
อาจมีจุดหรือลวดลายบนลำตัว ครีบหางเป็นแฉกคล้ายปลาย
ดาบ อาจมีทั้งด้านบนและด้าน
ล่าง หรือด้านใดด้านหนึ่ง